ถึงผู้ที่เข้ามาอ่านบล็อคตอนนี้
หากคุณเป็นพวก รักหนังไทย แบบหัวปักหัวปำ จนไม่มองความเป็นจริง
ก็ปิดหน้านี้ไปได้เลยครับ
 

เป็นประเด็นที่ผมกับพี่เก้าได้คุยกันมาตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา
คือวงการหนังไทย ที่ถึงแม้จะมีหนังดีๆ อย่างอรหันต์ซัมเมอร์
หรือโหมโรง ที่ไปคว้ารางวัลที่ต่างประเทศมาแล้ว

แต่กระนั้น ผมรู้สึกว่า หลังๆหนังไทยราวๆ 95% ต้องมีฉากนัวเนียกัน
เหมือนกับว่าเป็นอะไรที่บังคับว่า "หนังไทยต้องมีนะเฟ้ย"

เอาชัดๆเลย หนังผี
ต่างประเทศ หนังผี มีแต่ฉากผีหลอก กลัว เอาชีวิตรอด
แต่พี่ไทย ไม่รู้เอาสมองส่วนไหนคิด มีฉากคนนัวเนียกันตลอด
เพราะอย่างนี้รึเปล่าเลยหนีผีกันไม่พ้น?

ซ้ำร้าย หลังๆ หนังแอ็คชั่นอย่าง ช็อคโกแล็ต ก็ยังอุตส่าห์จะมี
ทั้งๆที่มันดูแล้วไม่มีความจำเป็น หรือทำให้หนังดูมีคุณค่าขึ้นเท่าไหร่นัก

ซ้ำร้าย หนังที่โปรโมท และออกตัวว่าเป็นหนังวัยรุ่น
นับตั้งแต่เรื่อง วัยอลวน ที่พูดถึงเรื่องการอยู่กินกันของวัยรุ่นก่อนแต่งงาน
และการพกถุงยาง กับมีอะไรกันในวัยเรียน เป็นเรื่องที่ปกติ

จนก้าวไปถึงปัจจุบัน อย่างรักแห่งสยาม ที่มีฉากจับนม ฯลฯ
รวมไปถึงการจูบกันจริง ซึ่งเรียกได้ว่ามีในหนังทุกเรื่องเลยที่มีฉากนัวเนียกันตลอด
ยิ่งมาปิดเทอมใหญ่ฯ นี่ ไม่รู้มั่วกามจนว้าวุ่นรึเปล่า
ก็รู้ๆอยู่นะว่าเอาใครมาโปรโมท จนเป็น Topic กันสนั่นไปพักใหญ่....

เท่าๆที่นึกได้ ว่าหนังวัยรุ่นที่ไม่มีฉากอย่างนั้น(นัวเนีย) เรื่องสุดท้ายที่นึกออก
ก็มีแค่ Season Chage เท่านั้นแหล่ะ ที่นึกออกจริงๆ....

จนในสมัยนี้ ผมเริ่มรู้สึกแล้วว่า หนังไทยนี่แหล่ะ
เป็นตัวชักนำ จนวัยรุ่นไทยมองเรื่อง Sex เป็นเรื่องปกติไปแล้ว

ผมว่า หนังไม่ได้สะท้อนสังคมหรอก แต่สังคมนี่แหล่ะ
สะท้อนถึงภาพลักษณ์ของหนัง ที่เป็นสื่อชักนำคนดูต่างหาก

อันนี้ผมไม่ได้พูดถึงแค่หนังไทยเท่านั้น ละครไทยก็เหมือนๆกัน

พระเอกข่มขืนนางเอก ไม่ผิด ตอนจบก็มารักกัน
อืม เจริญชาติจริงๆ สังคมไทย........

ตัวอย่างเห็นๆเลย เกี่ยวกับเรื่องละครไทยเดี๋ยวนี้...

ถ้าใครได้มาแถวบ้านผม จะรู้ว่าเด็กตัวเล็กๆ อายุตั้งแต่ 2-8 ขวบ
ค่อนข้างจะเยอะมาก และในจำนวนนั้น ก็มีเด็กผู้หญิงอยู่ 5 คน

วันนึง ผมได้มีโอกาสดูเด็กๆนั่งเล่นทำกับข้าวกันตามประสาเด็กผู้หญิง
สักพักก็มาเล่นตามบทละครหลังข่าว...

เท่านั้นแหล่ะ เด็กทุกคนแย่งกันเป็นตัวร้าย
ผมจึงสงสัย เลยไปถามเด็กๆ ดู ว่าทำไมถึงไม่อยากเล่นบทนางเอก
แล้วทำไมถึงแย่งกันแทบจะเป็นจะตาย เพื่อเป็นตัวร้าย

คำตอบง่ายๆ ซื่อๆ ตามประสาเด็กๆ ก็คือ
"เล่นตัวร้ายสนุกดี ได้ตบคนอื่น ได้กรี๊ดโวยวาย"

อืม คำตอบซื่อของเด็ก สะท้อนอะไรได้หลายอย่างจริงๆ....

กลับมาที่เรื่องฉากอย่างนั้น อย่างโน้น อย่างนี้ กันต่อ...

ไม่รู้ว่า ฉากเหล่านี้ คนสร้างหนังอยากทำมาดูเองเป็นการส่วนตัวรึเปล่า?
อันนี้ก็ไม่ทราบได้ เพราะผมไม่ใช่คำทำหนังซะด้วยสิ

แต่ที่แน่ๆ เห็นๆว่าคนที่ผลกรรมตามทัน แบบทันตา เนื่องจากการสร้างหนังแนวนี้
ก็มีให้เห็นแล้วตัวอย่างนึง ค่อนข้างชัดเจน

ผมไม่ขอพูดชื่อ หรือระบุว่าเป็นใคร เพื่อความปลอดภัย(กลัวโดนฟ้องด้วย)
แต่คนๆนี้ สร้างหนังไทยที่พูดได้ว่าเป็นตัวแทนของประเทศ
และทำหนังประวัติศาสตร์ก็ออกจะบ่อย

และก็มีฉากอย่างว่า อยู่ในหนังทุกเรื่องของคุณแกเสียด้วยสิ

ได้ข่าวมาว่า ลูกสาวของคุณแก ก็ไปมั่วผู้ชาย จนเป็นข่าวโจ๋งครึ้มเลยทีเดียว...

ผมคุยกับพี่เก้าในหลายๆประเด็น และสรุปออกมาตรงกันว่า

ถ้ากระแสหนังไทย หรือละครไทย ยังมีแนวโน้มตกต่ำ
หมกหมุ่นแต่เรื่องแบบนี้ รับรองว่า ฉากการร่วมเพศแบบโจ๋งครึ้ม
ของวัยรุ่นในชุดนักเรียนมัธยม ที่เกิดภายในรั้วโรงเรียน
จะมีแน่นอน ภายใน 2 ปีนี้เป็นอย่างช้า....

และถึงตอนนั้น สังคมไทยก็คงแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว
ถ้าตราบใดที่คนทำหนัง ยังทำหนังแบบไร้สามัญสำนึก หรือความรับผิดชอบต่อสังคม
แล้วก็ดีแต่ออกมา ถามถึงสิทธิคนทำหนังอยู่ไหน แล้วดีแต่ออกมาประท้วงปาวๆ

และถ้าตราบใด คนที่มีอิทธิพลต่อสังคมมากๆ อย่างคนทำหนัง นักการเมือง หรือสื่อสารมวลชน
ยังเป็นคนที่บัดซบ เห็นแก่ได้ ทำทุกอย่างที่ต้องการ โดยที่ไม่สนใจว่าสังคมจะเน่าแค่ไหน

ประเทศไทย ก็คงไม่พ้นจะตกเหว จะช้าหรือเร็ว ก็เท่านั้นแหล่ะ

Edit : ผมได้ไปคุ้ยบล็อคตอนเก่าๆมาอ่าน ขออ้างอิงคำพูดของกีจัง จากใน Entry นี้
http://trigger.exteen.com/20070423/entry ซึ่งเป็นคำพูดที่ค่อนข้างตรง ไว้ว่า...

คนรุ่นใหม่ ๆ จะประทับความคิดไว้ยังไง
ก็ขึ้นอยู่กับการปลูกฝังของคนรุ่นก่อนหน้านั่นแหละ

ก็เก็บไปคิดกันเองนะครับ ว่าถ้าวัยรุ่นสมัยนี้ยังเป็นแบบนี้
ลูกหลายเราจะเป็นยังไงกัน 

ปล.คนดีในสังคม ยังมีอีกเยอะ อันนี้ผมรู้ครับ ยังไม่สิ้นศรัทธา
ก็ขอสนับสนุนหนังไทยดีๆ และคนดีๆ ให้มีเจตนารมณ์ที่ดีแบบนี้ไปไม่เสื่อมคลายนะครับ

ปล2.ผมยังไม่เลิกดูหนังไทยนะ แต่ถ้าเป็นหนังที่มีฉากอย่างว่า ผมไม่ดูแน่ๆ ไม่ต้องมาชวน
ไม่อยากสนับสนุน ผลงานของพวกที่อยากทำหนังปลุกใจเสือป่าไว้ดูเองหรอก -*-

ผมคิดว่า คงไม่มีการถกหัวข้อกันต่อในนี้แล้ว
เพราะดูเหมือนจะมีแต่การมาตอบกันเองไปๆมาๆแล้ว

ส่วนผมเอง ก็คิดว่าคงไม่ได้เข้ามาอ่านแล้ว
(จริงๆไม่ได้อ่านตั้งแต่ประเด็นโดนยกไป AF แล้วล่ะ)

แต่ก็นะ
ปฏิเสธหลักศิลปะ ก็แค่คนที่ไม่มีสุนทรีย์ในหัวใจ
แต่ปฏิเสธธรรมะ ก็เท่ากับปฏิเสธความจริง

ขออนุญาติล็อคละกัน open-mounthed smile

#38 By Trigger on 2008-06-18 22:52

เอ้า ผมก็ลืมพูดถึงวัยอลวลไป
ก็ตามข้างบนคุณข้างบนว่าแหละครับ

#37 By Re-Peat Again on 2008-06-18 22:31

อ้อ แล้ววัฒนธรรมไทย คืออะไร?

ที่คนเอามาใช้สับสนกันบ่อย นั่นคือ' ศีลธรรม' ค่ะ หมายถึงสิ่งที่เราอยากจะไปถึงซึ่ง 'ความดี' อันนั้น แต่คำ 'วัฒนธรรม' คือสิ่งที่เราเป็นจริงๆ นั่นก็คือทั้งสิ่งดีเลวที่เราเป็นอยู่ตอนนี้

ถ้าจะถามพฤติกรรมคนสมัยก่อน อายุ 16 มีลูกผัว แล้วก็การมีเมียหลายคนไม่ผิด ขายลูกเพื่อแลกเงินก็เป็นเรื่องธรรมดา หรือว่าความต่างชนชั้น ค้าแรงงานทาส บลาๆๆ ... นั่นคือวัฒนธรรมไทยค่ะ แล้วพูดจริงๆว่าสมัยก่อนเละกว่าสมัยนี้เยอะ ... เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมมันไม่มีดีเลวหรอกค่ะ มันคือสิ่งที่เราเป็นอยู่

ให้เทียบ
วัฒนธรรม = ศิลปะ = ความจริง
ศีลธรรม = ศาสนา = ความดี

และศีลธรรมเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเป็นจริงได้ค่ะ ฟันธง คล้ายๆโลกยูโทเปียของพวกนักคิดนั่นแล สิ่งที่เราทำได้ก็คือมาบ่นนู่นนี่ ไม่พอใจในสิ่งที่เราเป็น

เราไม่ได้ว่าศีลธรรมไม่ดี มันคือความฝันที่เราอยากให้เป็น มีแค่คนดี ไม่มีใครมีความทุกข์ ใครๆก็อยากให้เป็นอย่างนั้นแหละ

แต่ว่าก็ไม่อยากให้โจมตีสิ่งที่ 'เป็นจริง' อยู่ ความทุกข์ที่จริงแสนจริง แล้วสะท้อนออกมาให้เราเห็น ทำไมเรารับไม่ได้ละคะ?


"ส่วนศิลปะที่ชักจูงผู้คนในปัจจุบัน เช่น เพลง หนัง ผมว่ามันเป็นศิลปะที่มอมเมาผู้คน "

ถ้ามันเป็นศิลปะมอมเมาแล้วดูทำไมละคะ? ดูแล้วทำไมไม่ดูให้ครบถ้วนละคะ?

โอเคถ้างานนั้นมันมุ่งเงินล้วนๆ หรือเอ็กซ์มาก ไม่ใช่ศิลปะ ก็พูดว่ามันเป็น 'สื่อ' ซะ มาประเด็นสื่อแล้วกัน

เราไม่ชอบคำพูดที่ว่า 'เป็นเพราะสื่อ' ยังงั้นยังงี้ เพราะเราไม่เชื่อว่าผลร้ายในสังคมเป็นเพราะสื่อทั้งหมด สื่อเดียวกัน สังคมเดียวกัน ทำไมยังมีคนดีคนเลวอยู่ละคะ? ...เราโทษสื่อ เพราะเราไม่อยากโทษตัวเองไง สิ่งแวดล้อมปลูกฝังยังไง คนเราก็โตมาเป็นเช่นนั้นแหละ เราก็จะเลือกดูสื่อได้ เราเลือกจะอยู่ใกล้ลูกแล้วปิดทีวีได้ แต่อะไรๆเราก็ด่าว่าสื่อ เรียกร้องความรับผิดชอบต่อสังคม แล้วเราละ เรารับผิดชอบตัวเองและเด็กของเราได้ไหม ถ้าลูกเราไม่มีวิจารณญาณแต่ต้น จะมองอะไรมันก็ไม่มีวิจารณญาณนั่นแหละ ถ้าลูกเรามีความคิด จะมองอะไรก็สามารถมองได้หลายมุมแล้ววิเคราะห์เป็น ตระหนักเป็น เลือกสรรเป็น แยกแยะได้ อะไรคือความบันเทิงเริงรมย์ อะไรคือความรับผิดชอบตัวเอง

ถ้าพูดถึงเรื่องแรงขับเพศ กับการตั้งครรภ์ และการรับผิดชอบต่อจำนวนประชากร เศรษฐกิจ อะไรงี้เราว่ายังพอมีเหตุผลนะ แต่ว่าพูดเรื่อง 'ศิลปะ' ขัดกับ 'ศีลธรรม' ไรเนี่ย มันแล้วแต่ปัจเจกคนหนึ่งๆ ว่าเขาเชื่อในความดี หรือความจริง มากกว่ากัน เพราะมันสำคัญพอกัน ให้พูดตามจริงเราก็เชื่อทั้งสองอย่าง แล้วก็ไม่อยากให้สองสิ่งนี้โจมตีกันเอง

จงมองให้เห็นความจริง แล้วตระหนักถึงความดี ให้เข้าใจถ่องแท้กว่าปิดหูปิดตานะคะ

#36 By เห็ด rosy on 2008-06-18 21:45

ถ้าพูดว่าพฤติกรรมในหนังเรื่องวัยอลวนเป็นปรกติมั้ย?

เห็นได้เป็นปรกติค่ะ วัยรุ่นมีแฟนกันค่อนประเทศนี่นะ หรือไม่ใช่?

แล้วถ้าถามว่าสะท้อนสังคม หรือตัณหาคนทำหนัง?

ถ้ามันมีจริงก็เรียกว่าสะท้อนสังคมสิคะ

ถ้าคิดง่ายๆในมุมเดียวกับที่เจ้าของบล็อกคิดนะ คำตอบมันก็ง่ายๆอย่างนี้แหละค่ะ

ถ้าจะเอาทื่อๆ .. ในหนังวัยอลวนมีฉากที่คุณพูดถึงเหรอคะ? แล้วสื่อเป็นคำพูดหรือบทไหนที่มีฉากอย่างนั้นอย่างโจ่งแจ้ง หรือสนับสนุน? คนที่ดูทื่อๆ ก็ไม่ได้เห็นความล่อแหลมนั้น

ถ้าจะเอาเชิงลึก .. ในหนังไม่ได้สะท้อนภาพของพ่อแม่ที่รับรู้ว่าลูกได้เช่าห้องอยู่กับผู้ชาย ความลำบากใจ แล้วก็ประโยค "ยังไงก็ลูกเรา" เหรอคะ



อ้อ เห็นประเด็นกลายเป็นเรื่องศิลปะกับศาสนา เราเป็นคนหนึ่งที่เรียนในแขนงศิลปกรรมศาสตร์มาก็ขอเชื่อในลัทธิของศิลปะแล้วกันนะคะ โลกนี้ยังมีหลากศาสนาหลากลัทธิ โดยที่เราเรียนมาไม่สามารถฟันธงแต่สรุปเพื่อให้ศึกษาว่า ศิลปะ คือ สุนทรีย

ก็ลองศึกษาศาสนาดีๆ โดยเฉพาะศาสนาพุทธ ศาสนานี้เป็นศาสนาที่ใช้ความเข้าใจ ไม่ใช่ความเชื่อ แม้จะมีส่วนเกี่ยวข้องกันทางประวัติศาสตร์และพฤติกรรมคนไทย แต่ศาสนาพุทธ กับวัฒนธรรมไทย มีความหมายต่างกันมากค่ะ เมื่อเลือกจะเชื่อมั่นในพุทธแล้ว ต้องหาให้ได้ว่าพุทธเกิดมาเพราะอะไร

ศาสนาพุทธโดยรากแล้ว สอนให้เห็นต้นตอของปัญหา

ตัณหาไม่ใช่สิ่งไม่ดีค่ะ แต่ศาสนาพุทธเห็นว่าตัณหาเป็นตัวการทำให้มนุษย์เกิดอารมณ์ (รักโลภโกรธหลง) เป็นที่มาของความทุกข์ หรืออีกชื่อว่า 'ปัญหา' จึงมีคำสอนให้ห่างจากตัณหา เพื่อจะพ้นทุกข์ ก็แค่นั้นแหละค่ะ ไม่ใช่บาปบุญอะไรเลย

ศาสนาพุทธก็รู้ค่ะ ว่าตัณหาก็เป็นยาชูกำลังในการใช้ชีวิต เป็นอารมณ์ เป็นแรงบันดาลใจ หลายๆทฤษฎีของนักคิดต่างๆ ก็บอกว่าแรงขับทางเพศนั่นแหละที่ทำให้คนวาดรูป เล่นดนตรี มีความคิดสร้างสรรค์ มีเรี่ยวแรงที่จะมีชีวิต ออกไปทำอะไรดีๆ (หรือแย่ๆ แล้วแต่บุคคล) ฯลฯ ... แต่สิ่งที่เป็นสุขก็แลกมาด้วยความทุกข์ครั้งคราว ดังนั้นศาสนาพุทธเลยชี้ทางสว่างให้พวกสุขมากทุกข์มากว่า ..... อย่า 'สุข' มันเลยเถอะโยม จะได้ไม่ทุกข์ แต่บางคนก็ไปตีความว่า ความสุขทุกข์นั้นเป็นของไม่ดี เป็นของแหยงไปเลย

ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้มีเรื่องเพศสัมพันธ์เข้ามาเกี่ยวข้องแน่ค่ะ เพราะอย่างน้อยเราก็เกิดมาเพื่อการนี้ cry กระชาย วงอวสานเซลส์แมนก็เคยพูดว่าเขาทำเพลงด้วยแรงขับทางเพศ (แต่เคยมีเพลงไหนสื่อเรื่องเพศสัมพันธ์ไหม?)

โลกนี้ยังมีหลากศาสนา หลากลัทธิอยู่ค่ะ ลองเสพศิลปะด้วยความเข้าใจแล้วเราจะอิ่มเอมไปกับมัน ศิลปะไม่ใช่ภาพนู้ด ศิลปะไม่ใช่ตัวกระตุ้นอารมณ์ แต่เป็นกระจกสะท้อนอารมณ์ข้างในของเรา เราไม่เห็นด้วยว่าศิลปะไม่จำเป็นต่อการพัฒนาสังคม เพราะศิลปะเป็นเหมือนการนั่งสมาธิของศาสนาพุทธ การระบายแรงขับออกมาเป็นชิ้นงานที่สร้างสรรค์ (แต่คนดูนั้นจะสร้างสรรค์ด้วยหรือเปล่าก็อีกเรื่อง) บางทีสะท้อนภาพสวยงาม หรือบางทีสะท้อนให้เห็นภาพหม่นหมองเพื่อให้เข้าใจความงามในใจอีกที หรือบางทีก็เอาความจริงมาตั้งคำถามให้คนเสพตอบเอาเองตามกมลสันดานของผู้เสพ

บางทีเราอาจจะคุยในต่างสถานะกันระหว่างคนสร้างชิ้นงาน กับคนมองดูชิ้นงาน คนสร้างย่อมเข้าใจชิ้นงาน แต่คนดูเป็นผู้เลือกสรร ก็เลือกสรรเอาตามใจแล้วกัน

แล้วเราก็ไม่คิดว่าสิ่งที่ทำให้มนุษย์ต่างจากสัตว์คือการเรียนรู้ค่ะ เพราะสัตว์ก็เรียนรู้ได้ (จริงๆนะ อย่าดูถูกไป สัตว์มีวิวัฒนาการเสมอแหละ) เราว่าสิ่งที่มนุษย์ต่างคือ 'มนุษย์มีตัณหา' ค่ะ มนุษย์สามารถเอาแรงขับทางเพศมาสร้างสรรค์ศิลปะต่างหาก ทำให้มนุษย์เหนือกว่าสัตว์ --- เราว่าสัตว์มันไม่มีตัณหานะ มีเพศสัมพันธ์ตามหน้าที่ ไม่ได้มีความรื่นรมย์กับมัน สัตว์จึงไม่ต้องการศาสนาพุทธเพราะมันไม่มีตัณหา

อันนี้นานาจิตตังนะคะ เพราะความเชื่อเป็นของส่วนบุคคล แค่ลองเสนอเพื่อให้มองมุมต่างไปบ้าง

อ้อแล้วที่เด็กเล่นเป็นตัวร้ายแล้วบอกสนุกนั้น สุดท้ายเด็กก็รู้อยู่ดี ยังคงเรียกมันว่า 'บทตัวร้าย' ใช่ไหมคะ?


ปล. ไม่ได้พูดเรื่องภาพยนตร์เลย เพราะว่ามันเป็นวิจารณญาณส่วนบุคคลว่าเรื่องไหนเป็นศิลปะไม่เป็นอะไรยังไง แต่ถ้าโจมตีคำ 'ศิลปะ' เราไม่ยอมอะค่ะ เหมือนโจมตีศาสนาของเราเหมือนกันนะ!

------------------

ส่วนที่ว่า ศิลปะทุกแขนง มีค่านั้น
ผมไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง

ศิลปะ คือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา และตามความคิดของผู้สร้าง

ศิลปะในการชักจูงผู้คน คือศิลปะในเชิงสร้างสรรค์

ส่วนศิลปะที่ชักจูงผู้คนในปัจจุบัน เช่น เพลง หนัง ผมว่ามันเป็นศิลปะที่มอมเมาผู้คน

--------------------

ความเชื่อของเรา เราทุกคนมีชีวิตอยู่ได้เพราะศิลปะ บอกได้เลย คอสเพลย์ การ์ตูนก็เป็นศิลปะ เป็นความรื่นรมย์ เป็นตัณหา การทำความดีก็เป็นตัณหา (ทำเพื่อสุข ทำเพื่อความสบายใจของตัวเอง) คุณไม่เชื่อก็แล้วไปเพราะต่างคนต่างมีความเชื่อของตัวเอง จะให้ดีต้องไม่โจมตีความเชื่อกันเพราะมันไม่มีข้อสรุป

ถ้าจะยึดถือศีลธรรมพุทธอันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจริงๆ คงไม่มานั่งเขียนบล็อกหรอกนะคะ ไม่ดูหนังเพราะจะได้ไม่หงุดหงิด ไม่ทำอะไรด้วย เพราะทุกอย่างเป็นตัณหา (เราออกแนวเชื่อศาสนาพุทธในเชิงเซนนิดๆ หรือถ้าไม่เซน ในข้อห้ามของพระก็ห้ามกินน้ำหวาน แล้วเราทุกคนกินไหม? กิน ... ทำไมถึงห้ามละ? เพราะกินแล้วอร่อย พอไม่ได้กินแล้วเกิดทุกข์นั่นเอง อะไรที่เป็นสุขทำให้เกิดทุกข์ตามมาได้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นคุณห้ามมีความสุขแล้วกัน)

เอ้อ แล้วการพกถุงยางนี่มันผิดตรงไหนเนี่ย? ไม่งั้นเขาจะรณรงค์ยืดอกพกถุงทำไมละ? embarrassed

มองมันแล้วแก้ปัญหาซะ

#35 By เห็ด rosy on 2008-06-18 21:10

ประเด็นเรื่องของหนัง พีทพูดไปหมดแล้ว เราขอเพิ่มอีกนิดนึง

ประเทศไทย เป็นประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศประชาธิปไตยประเทศนึงนะครับ แล้วการที่คนทำหนัง จะมีเสรีภาพในการสื่อสารออกไป มันจะผิดอะไรนักล่ะ?​ เราจะยังมัวต้องมาปกปิดเรื่องเพศว่ามันเป็นเรื่องระยำตำบอนกันอยู่อีกหรือ ?

เมื่อไม่นานมานี้ผมได้ดูหนังสั้นที่เพื่อนผมคนนึงทำออกมาครับ และในนั้นได้คัดเอาเนื้อหาบางตอนในหนังสือเพศศึกษา ที่ในปัจจุบันกำลังใช้เรียนกันอยู่ มาประกอบในหนัง ในหนังสือนั่นว่าเอาไว้แบบนี้ครับ คร่าวๆนะ

หนังสือเล่มนั้นเค้าแนะนำเอาไว้ว่าแบบนี้ครับ ถ้าหากเราเกิดอารมณ์ทางเพศ ให้หากิจกรรมอื่นๆทำแทน เช่น สะสมแสตมป์ วาดรูป เล่นกีฬา นี่ตัดมาแค่สั้นๆนะครับ เพราะของจริงมันยาวกว่านี้ ลองไปหาดูได้ ในหนังสือเรียนตอนนี้แหละ ถ้าอยากอ่านแบบเต็มๆ

มันแสดงถึงอะไรบ้าง? มันแสดงถึงทัศนคติอันแสนจะผิดเพี้ยนของคนทำหนังสือนั่นยังไงล่ะครับ ผมไม่เข้าใจ ว่าเรื่อง sex มันจะเป็นเรื่องอะไรที่ร้ายแรงขนาดจะต้องปิดกันจนมิดเมี้ยนขนาดนั้น ในเมื่อคนเรามันก็ต้องสังวาสกันอยู่วันยันค่ำ? ทำไมเราต้องมองธรรมชาติของเรา ให้กลายเป็นเรื่องเลวร้ายด้วยเล่า ?

กลับมาที่ประเด็น หนังแต่ละเรื่องที่เจ้าของ blog พูดถึงมานั้น ก็ไม่ได้มีฉากที่เกินเลยไปแต่อย่างใดเลย ทั้งนี้ คำว่าเกินเลยของแต่ละคนก็ไม่เท่ากันอีกนั่นแหละ แล้วคุณจะเอาอะไรมาวัดล่ะ ว่ามันเกินเลยรีเปล่า? มันไม่มีหรอกครับ ถ้าคุณจะเอาไม้บรรทัดของคุณไปกะเกณฑ์คนอื่น มันก็ดูจะใจแคบไปสักหน่อยนะ

สิ่งนี้แหละ ที่ผมเรียกว่าเสรีภาพทางความคิด ผมคิดว่า เรื่องพวกนี้เราสามารถเลือกได้เอง ว่านี่คือสิ่งที่เหมาะ หรือไม่เหมาะกับเรา โดยไม่ต้องไปกีดกันสิทธิเสรีภาพของคนอื่นเขา

อย่างหนังเรื่อง Visitor Q ที่มีความเห็นบนๆพูดถึงนั้น ผมก็ได้ดูครับ และคิดว่า ถ้าบางคนในนี้ได้ดู อาจจะถึงกับอกแตกตายไปเลยซะละมั้ง ? แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นเหตุผล ที่คุณจะออกมาด่าคนทำงาน ว่าเขาให้กามอารมณ์ส่วนตัวสร้างงานนั้นขึ้นมา เพราะหนังเรื่องนั้น ทั้งเสียดสี และแดกดันสภาพสังคมญี่ปุ่นในปัจจุบันได้อย่างถึงแก่น และรุนแรงในระดับยอดเยี่ยม เพียงแต่หากเรามองในอีกแง่นึงเท่านั้น

ในเมื่อคุณไม่เห็นภาพด้านนั้น มันก็ไม่จำเป็น ที่ึคุณจะต้องออกมาปิดตาคนอื่นให้ไมเ่ห็นไปด้วยนี่ จริงไหม?

#34 By soundsyndrome on 2008-06-18 05:14

อ้อ แล้วประทานโทษนะครับ ช่วยสละเวลาอ่านข้อความทั้งหมดในบล็อก ทุกรีพลายก่อนตอบ จะดูฉลาดขึ้นครับbig smile

#33 By Re-Peat Again on 2008-06-18 04:57

ฉากผสมพันธุ์ดังกล่าวที่คุณข้างบนกล่าวมาเนี่ย ไม่ทราบว่าได้ดูจากหนังที่ถูกกล่าวอ้างมารึยังครับว่าเป็นยังไง
หรือไม่ได้ดู หรือดูแล้วแต่ถูกคนอื่นเป่าหูมา
เอางี้ สิ่งที่ไม่สมควรที่คุณพูดถึงคืออะไร การผสมพันธุ์เหรอครับ
คุณเกิดมาจากอะไรครับ ใช่การผสมพันธุ์ั้มั้ย
ถ้ามันเป็นเรื่องต่ำขนาดนั้น คุณก็ควรละอายแก่ใจที่ได้เกิดมานะครับ
ผมเบื่อจริงๆที่ต้องยกตัวอย่างเหตุผลมาอ้างกับคนพวกนี้
อ่านถึงตรงนี้คุณก็จะนึกค้านในใจอยู่ดีว่าแล้วการสนับสนุนให้ผสมพันธุ์กันอย่างโจ๋งครึ่มมันดียังไง
ทีนี้ก็ประเด็นเดิมครับ
หนังที่ถูกกล่าวอ้างมา มันสนับสนุนให้ผสมพันธุ์กันอย่างโจ๋งครึ่มเหรอครับ ผมแม่งขึ้เกียจจะมานั่งอธิบายทีละฉากจริงๆแต่ก็ต้องมานั่งพิมพ์ น่าเบื่อโคตรๆ
เอ้า ถ่างตาดูนะครับ

ช็อคโกแล็ต ฉากที่พ่อกับแม่ของนางเอกผสมพันธุ์กัน ทั้งคู่เป็นคนในวงการผิดกฎหมาย เห็นๆอยูว่าเป็นการกระทำของมิจฉาบุคคล ไม่ใช่บุคคลที่ควรเอาเยี่ยงอย่างอยู่แล้ว และฉากนั้นก็ไม่ได้ลึกหรือยาวอะไร เพียงสั้นพอจับใจความได้ว่ากำลังจะทำอะไรกัน แล้วตัดข้ามไป จากนั้นพวกเขาก็ได้รับกรรมสนองในการมีชู้ ฉากดังกล่าวถูกใส่มาเพียงเพื่อเชื่อมโยงจากการกระทำผิด ไปสู่การแบกรับความผิด
มันสนับสนุนให้ฟรีเซ็กส์มั้ยครับ หรือคุณดูแล้วกระสัน หรือแค่เพราะผู้ทรงภูมิที่คุณนับถือบอกว่ามันต่ำ คุณก็เลยเชื่อ

ฉากที่ถูกใส่ไว้ในfeatureของdvd เป็นฉากของไซด์ไลน์ที่ถูกคนใหญ่คนโตเรียกไปใช้บริการ
มันเป็นอาชีพผิดกฎหมาย และทั้งผู้ซื้อและผู้ขายก็รับกรรมอย่างหนักไปแล้ว ทั้งที่เป็นอย่างนั้น ผู้กำกับยังเห็นว่าฉากนี้เฝือเกินไป จึงตัดออกมาใส่ไว้ในส่วนเพิ่มเพิ่มของdvdแทน

เอาอะไรต่อครับ รักแห่งสยามแล้วกัน
ฉากจับนม ถ้าคุณได้ดูก็น่าจะรู้ว่า ที่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งดึงมือเด็กผู้ชายอีกคนมาลองจับนมดูทั้งน้ำตาหลังจากที่โดนปล้ำจูบแล้วผงะไปดื้อๆนั้น ก็เพราะเธอต้องการจะยืนยันว่าผู้ชายคนนี้เป็นเกย์รึเปล่า ซึ่งเขาดึงมือกลับ ซึ่งเธอกลัวว่าเขาจะเป็นเกย์ และรักกับผู้ชายอีกคนที่เธอรัก
ฉากนี้เป็นซีนอารมณ์ที่มีพลังมาก กลับถูกมองว่าเป็นซีนต่ำๆ ไม่รู้ว่าตอนดูคุณกรอดูแต่ฉากพวกนี้รึเปล่า ถึงไม่รู้ปรเด็นที่มีมาก่อนหน้าและหลังจากนั้นเลย

ฉากผู้ชายจูบกับผู้ชาย ซีนนี้ยิ่งไม่มีอะไรจะพูดถึงครับ มันเป็นการถามและตอบในสิ่งที่ทั้งคู่เป็นอยู่อย่างง่ายๆ ไม่รู้ว่ามันไปกระตุ้นความรู้สึกทางเพศของคุณๆผู้ประเสริฐยิ่งได้ยังไง แปลกจัง เห็นอะไรนิดอะไรหน่อย มันกระตุ้นไปหมดเลยเหรอครับ จิตแพทย์หน่อยมั้ย

หนังเรื่องนี้เป็นหนังดราม่าที่บทคมคายและดีมาก ไม่ได้พูดถึงประเด็นเรื่องเซ็กส์แม้แต่นิดเดียว หนังพูดถึงเพียงแค่ความสัมพันธ์ฉันท์แฟน มันมีตรงไหนที่สนับสนุนให้คนร่วมเพศกันอย่างอิสระมั้ยครับ

มาที่ปิดเทอมใหญ่ เรื่องนี้ คู่เดียวที่มีเนื้อเรื่องเกี่ยวพันกับเซ็กส์อยู่บ้างคือคู่ของเหินกับนวล
ผู้ชายที่นอกใจแฟนไปอยู่กับผู้หญิงอื่น แค่เผลอใจไปวูบเดียวก็รับกรรมแล้ว ประเด็นฟรีเซ็กส์ตรงนี้ ตัวละครได้ตอบออกมาแล้วว่า มันไม่สุขจริงและไม่ยั่งยืนเท่ารักแท้
คุณได้ดูมันจริงรึเปล่าครับ หรือแค่จำใครมาพูด
ฉากที่เหินกำลังจะมีอะไรกับผู้หญิงอีกคน พอรู้ว่าแฟนตัวเองจับได้ ไม่เพียงแต่หยุดการกระทำที่เขาเกือบเผลอใจไปทันที แถมยังตัดขาดความสัมพันธ์ชั่วคราวไปอย่างไม่เสียดาย ทั้งอย่างนั้น เขาก็ยังต้องรับกรรม
แล้วคุณคิดว่ามันปลุกกระแสฟรีเซ็กส์ตรงไหน เมื่อหนังออกจะต่อต้านกลายๆอย่างนี้ หรือคุณตั้งใจดูแค่เฉพาะฉากที่เค้ากำลังจะมีอะไรกัน

สหรับเรื่่องอื่น ผมก็ไม่รู้จะพูดถึงเรื่องอะไร เพราะคนเขียนบล็อกไม่ระบุมา ที่ผมออกมาเขียนอะไรต่างๆนาๆ ก็เพื่อจะบอกว่า สิ่งที่คนเขียนบล็อกเขียนมามันไม่ถูก และเป็นการทำร้ายศิลปะ แถมหลังๆคนเขียนบล็อกยังแสดงอคติต่อศิลปะออกมาอย่างชัดเจน

นี่คุณเอามาเปรียบเทียบว่าเป็นเรื่องไม่ดีที่ไม่ควรมีอยู่ มันไม่ใช่ประเด็นฟรีเซ็กส์ครับ ไม่ใช่เลย ถ้าจะดูกันจริงๆ อย่างนั้นสิ่งที่คุณเรียกว่าเป็นสิ่งเลวทรามที่ไม่ควรเผยแพร่ พอจะอนุมานเอา ทั้งๆที่มันก็ไม่ได้เกี่ยวข้องเท่าไรห่ ว่าคือการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งถ้าคุณคิดว่ากลไกการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์ ซึ่งเป็นสัญชาติญาณหลัก เป็นกลไกพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกมันต่ำขนาดนั้น คุณจะอยู่ไปทำไมเหรอครับ

ถึงตรงนี้คุณก็อาจเริ่มคิดแย้งขึ้นมาอีกว่า ก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรเอามาโชว์กันอย่างแพร่หลาย

ก็ย้อนกลับไปอ่านที่ผมเขียนเกี่ยวกับหนังที่ถูกยกมาอีกที ว่าเค้าเอาเรื่องเพศมาพูดถึงกันอย่างต่ำๆเหรอครับ

คุณไปเอากรณีมั่วกาม บ้าราคะ ฆ่าข่มขืนห่าเหวอะไรนั่นมาอ้าง ผมก็ไม่เข้าใจเลยว่ามันเกี่ยวกับหนังที่ถูกอ้างมาหรือศิลปะตรงไหน

ฟังความข้างเดียวมากไปรึเปล่า ได้อ่านที่พวกผมเขียนโต้ตอบกันรึยังครับ หรือสักแต่ว่าพิมพ์ หรืออ่านแล้ว แต่อคติบังตาหมดแล้ว

ลองเข้ามาคุยกันหน่อยซิครับ

อ้อ ถ้าจะพูดถึงประเด็นทางจิตใจและีลธรรม คนที่จิตใจสูงส่งจริง เค้าไม่อคติและไม่ยกตัวเหนือกว่าผู้อื่นนะครับ แล้วคนเก่งจริง ไม่อวดอ้างสรรพคุณตัวเองเกินเลย ถ้ายังยืนยันในความคิดแบบเดิม ผมก็ขออภัยที่ทำให้ผิดหวัง เพราะผมก็คงต้องบอกเหมือนกันว่า เซ็งว่ะ มันแค่เรื่องง่ายๆ แค่ดูว่าหนังพวกนี้ไม่ได้มีประเด็นหรือฉากที่ส่อเรื่องเพศสัมพันธ์จนเกินเลยแค่นั้นเอง เรื่องที่แค่เด็กทั่วไปดูก็เข้าใจ ทำไมมันไม่เข้าใจกันวะ

สำหรับเรื่องศิลปะอะไรอีกมากมาย ถ้ายังข้องใจก็มาคุยกันครับ ว่าแต่เจ้าของบล็อก อยากแย้งหน่อยมั้ย หรืออยากยกตัวอย่างเพิ่มเติมมั้ย ลองดูได้นะ

#32 By Re-Peat Again on 2008-06-18 04:56

................sad smile

เซ็งวะ แค่เรื่องง่ายๆ ว่าสมควร ไม่สมควร มีผลกระทบ ไม่มี โตขนาดนี้ยังแยกไม่ออกกันอีกใช่ไหม?


แต่ก่อนเราก็พอชื่นชมผลงานนะ ...ไม่นึกว่าสิ่งที่ถกออกมาจากคนที่เคยบวชเรียน
ผู้ชาย ดีกว่าผู้หญิง คือการได้บวชเป็นพระ แต่สิ่งที่เห็นออกมานี้ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าสูงขึ้นเลย ถอยหลังด้วยซ้ำ

ธรรมชาติคนที่เข้าใจ และรู้จริง พูดนิดเดียวก็รู้เรื่องกันแล้ว หวังว่าคงจะพอรู้เรื่องนะ อย่าเอาสิ่งที่ตนเองคิดมาเหมาทั้งหมดว่าคือสิ่งที่ถูกต้องซะหมด

ขอยกตัวอย่างกรณีที่ใกล้ตัวและเราเคยผ่านพบเจอคนเหล่านี้มาบ้าง (ส่วนใหญ่จะโดยตรง)
ถ้าการที่สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน ทั้งเพศชาย-หญิง มีพฤติกรรมที่มั่วราคะ จิตใจใฝ่แต่เรื่องผสมพันธุ์ ไม่สนใจเรื่องความดีงามนอกเหนืออย่างอื่น ผู้หญิงก็ท้อง ทำแท้ง(บาปตรงๆ อย่างหนึ่งล่ะ)ทั่วบ้านทั่วเมือง ผู้ชายก็ไปมั่วโดยไม่สนใจอะไร เกิดคดีฆ่า ข่มขืนอยู่ทุกวัน(แค่ศีล5ยังเอาไม่อยู่) ก็ไม่สมควรที่จะเรียกว่า สัตว์ประเสริฐ หรือมนุษย์เพราะเขาจะมีความคิด วิจารณญาณในการคิดใตร่ตรอง พฤติกรรมที่ได้รับการคัดกรองอย่างถี่ถ้วนมาก่อนว่าสมควรหรือไม่ และต้องเป็นในทางที่ดี ก่อเกิดประโยชน์กับตนและส่วนรวม

รู้สึกอีกอย่างหนึ่งโดยส่วนตัวที่อยากจะแย่ง เราก็เป็นเด็กอาทไม่มากก็น้อย เคยเห็นการถ่ายภาพแนวที่ต้องดูหุ่น สรีระมนุษย์ตั้งแต่เด็ก ทำงานมาทั้งด้านสื่อสารมวลชน รัฐก็ทำ รณรงค์ก็ไม่น้อย ระหว่างคำว่า สิ่งที่เผยแพร่นี้มันเป็นศิลปะ
มันอาจจะใช่นะ ถ้าขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการนำเสนอ
แต่ศิลปแนวนี้จะคาบเส้นบางๆ กับคำว่า "อนาจาร"
ถ้าจุดสนใจของคุณอยู่ที่การเอา นัวเนียกัน ก็ไม่ต่างอะไรกับที่คุณดูหนังเอวีต่ำๆ ด้วยทัศนคติที่ว่าทำให้เวลาชีวิตจริงคุณอาจช่ำชองขึ้นมั้ง
ศิลปะแนวนู๊ดที่สร้างสรรค์ ก็มีเยอะ แต่สิ่งที่เขาสื่อจะไม่มี "อนาจาร" แม้แต่นิดเดียว

ถึงมันจะเป็นแค่หนังละคร
เรายังเคยลุ้น ร้องไห้ ดีใจ เศร้า โกรธ รัก ฯลฯ ไปกับตัวละครเลย
ประสาอะไรกับเด็ก?
เขาแยกแยะออกได้อย่างชัดเจนเท่าผู้ใหญ่ไหม?
เมื่อต้นปีข่าวก็ออกมาชัดๆ เด็กป...ลากเด็กผู้หญิงไปข่มขืนเพื่อเลียนแบบในหนัง
(ถ้าเป็นลูกสาว-ลูกชายคนที่มาแย้งนี้คงดีใจนะ ลูกตัวเองก้าวหน้าเกินวัยไปเยอะ แต่คงยากส์ ผู้ชายที่ใฝ่แต่เรื่องกาม ผู้หญิงดีๆ เขาไม่เอากันหร่อก - ขอกัดตรงๆเถอะ)

หลุดไปละ
เราไม่ได้แอนตี้ฉากอย่างว่า แต่ก็อดไม่ได้ที่หนังหลายเรื่อง เสียดายนะ "ไม่น่ามีเลยแฮะ" ถ้าดูโครงเรื่องเป็นหนังที่น่าสนใจ ดี แต่ทำไมต้องมีด้วย ไม่มีจุดสำคัญอะไรเลยแม้แต่น้อย ถ้าการที่ไม่มี จะเป็นการประลองท้าทายฝีมือด้วยซ้ำว่า คุณจะทำอย่างไรให้น่าสนใจมากกว่าการขายเซ็กส์ซึ่งออกแนวสูตรสำเร็จ เช่นเรื่องที่หลายคนน่าจะคุ้นเคย ไททานิค นางเอกยอมแก้ผ้าให้พระเอกวาดรูป แต่ท้ายสุดก็ตัดออก ก็ยังไม่เสียอรรถรส เพราะมันไม่ใช่ประเด็นมาก อย่างมากแค่ให้คู่มั่นนางเอกตามล่าเท่านั้น

ในปัจจุบันนี้หลายคนได้กลายเป็นผู้ใหญ่ละ เราจะสอนอะไรคนรุ่นหลังกลับล่ะ?
คุณเลือกที่จะสอนในสิ่งที่ดี มีอยู่มากมาย ที่มนุษย์สัตว์ประเสริฐพึงมี หรือ
คุณเลือกที่จะสอนในสิ่งที่ดีสำหรับคุณฝ่ายเดียวเท่านั้น
--------------------
จบกระบวน














ปล.ถ้าสิ่งที่ชั้นพูดแค่นี้ยังจะมีคนมาแย้ง หาเรื่อง พาล ว่าการเผยแพร่ฉากผสมพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "คน" ในหนัง+ละคร เป็นสิ่งที่ถูกต้อง......เฮ้อ เหนื่อยใจวะ ดูแค่สารคดี เอวีเพิ่มเติมคุณยังไม่พออีกเรอะ? ยังจะมายัดเยียดให้ใครหลายคนที่ยังดีๆ อยู่ ฉุดลงให้ "ต่ำ" เลย
แค่ปกติ..ทำพฤติกรรมซากบัวใต้คอนกรีตเสริมใยเหล็กอยู่แล้ว
ถ้าตัดสินลงไปแล้วว่า สิ่งนั่นสิ่งนี่ไม่ดี
ก็จบครับ ไม่สามารถต่อยอดอะไรได้

#30 By chubby on 2008-06-16 23:59

เห็นเค้าเขียนกันยาวมาก เราเลยขี้เกียจเขียนยาวตาม
เอาสั้นๆละกัน

เราว่าบล็อกนี้แคบไปหน่อยนะ
หมายถึง มุมมองความคิด ทัศนคติที่มีต่อเรื่องเซ็กส์

เราว่าเซ็กส์คือเรื่องปกติและธรรมชาติ
และยิ่งถ้ามันไปอยู่ในหนัง มันก็ยิ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนัง
เพราะที่ไหนมีมนุษย์ ที่นั่นก็ย่อมมีเรื่องเซ็กส์

เราว่า ถ้ามันไม่ได้ใส่มามากไป
หรือใส่มาแบบน่าเกลียด มันก็ไม่น่าจะแปลก

หนังบางเรื่อง ผู้กำกับก็ตั้งใจใส่ฉากนี้
เพื่อสื่อถึงอะไรบางอย่าง

เราว่าถ้าคุณได้ดูเรื่องvisitor Q
คุณต้องหนีไปบวชแน่เลย

บางที คุณอาจต้องยอมรับความจริงมากกว่านี้นะ


ว่าจะเขียนสั้น สุดท้ายก็ยาวเหมือนกัน
แต่ที่จิงอยากเขียนยาวกกว่านี้นะ

คุณน่าจะตั้งกระทู้ในพันทิปดู
เผื่อจะมีความเห็นที่มากกว่านี้

หรือว่า มีแล้ว แต่เราไม่รู้

เอาเป็นว่า เราไม่เห็นด้วยกับที่คุณเขียนละกัน

ขอโทดด้วย ถ้าดูไม่สุภาพนะ

#29 By daranee on 2008-06-16 23:34

อืมม ยิ่งเห็นsub nameใน msn ของเจ้าของบล็อกนี่ ยิ่งเห็นถึงความตีบตันทางมุมมองสุดกู่เลย
"คำพูดสวยหรู แต่กลวงทางความคิด นี่แหละศิลปะ"
ไม่น่าเชื่อว่านี่จะเป็นข้อความที่เขียนโดยคนที่กล้าออกมาวิจารณ์ภาพยนต์ ไม่เข้าใจ ไม่รู้จักศิลปะสักนิด แต่กล้าเขียนนะ
ถ้ามองเห็นศิลปะเป็นคำพูดสวยหรูกลวงๆแค่นั้น คงไม่มีอะไรต้องอธิบายกันอีกต่อไป
อุปมาดั่งปลาถามเต่า sad smile

#27 By Re-Peat Again on 2008-06-16 22:09

ปัญหาคือมีคนที่ดูหนังแล้วสานต่อจินตนาการของตัวเองไปมากมาย
ทำให้เข้าใจเจตนาของบางบทบางฉากในหนังไปผิดๆ
ทำให้มีปัญหาดังกล่าวขึ้นมา
ทำให้มีคนบางกลุ่มเอาจินตนาการและความรู้สึกของตัวเองมาตัดสินงานศิลปะ ตัดสินสังคม ตัดสินผู้อื่น
อย่างนี้ควรแก้ที่ตัวบุคคลหรือตัวหนัง
อะไรที่กัดกร่อนสังคมมากกว่ากัน
ระหว่างสื่อที่ทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่ กับ คนที่วิพากษ์มันในมุมมองของตัวเองอย่างสุดเหวี่ยง
ยังคงbase onหนังที่ถูกยกตัวอย่างมาทั้งหลายอยู่นะครับ

#26 By Re-Peat Again on 2008-06-16 22:04

ทำไมคนทำหนังจะต้องสนใจเกี่ยวกับความดีและความชั่ว? ในเมื่อสิ่งเหล่านั้น คือสิ่งที่มนุษย์กำหนดขึ้นมาเองทั้งนั้น ก่อนจะแปรสภาพไปเป็นบุคคล แทนที่ด้วย เทวดา ปีศาจ บลาๆๆๆ

ถ้าผมอยากทำหนังเกี่ยวกับเรื่องเพศ เป็นหนังที่เกี่ยวกับเรื่องเพศล้วนๆเลย แล้วมันจะเกี่ยวอะไรกับความดีงามที่พวกคุณพูดถึงล่ะ? ในเมื่อผมจะทำหนังเรื่องเพศนี่นา ผมทำหนังนะเว้ย ไม่ได้ทำหนังเพื่อให้ใครมองอะไรในแง่ดีหรือร้าย เพราะฉะนั้นถ้าใครต้องการจะเสพ ก็ควรจะเสพแค่ตรงนั้น เพราะผมคือคนทำหนัง ผมไม่ได้มีหน้าที่มาตัดสินใจ ว่าสิ่งไหนดี หรือไม่ดีต่อใครสักหน่อย

#25 By soundsyndrome on 2008-06-16 17:10

อืมม ก็อย่างที่พีทว่ามา ... (แล้วกูจะพิมพ์อะไร)

อย่างที่ทิงใช้คำว่าดีเลว อะไรเทือกนั้น มันเอาอะไรมาเป็นตัววัด ?

แม้แต่ศาสนาที่ดูจะบ้าคลั่งกันเหลือเกิน ยังต้องแบ่งออกตามธรรมชาติและวัฒนธรรมของที่ต่างๆเลย นั่นก็จะเข้ากับที่พีทสรุปมานั่นแหละ ว่ามันต้องเป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ใช่เอาหลักการของตัวเอง (​หรือในที่นี่คือศาสนาที่ตัวเองนับถือ) มาเป็นตัวสรุป

#24 By soundsyndrome on 2008-06-16 01:26

ยิ่งอ่านผมก็ยิ่งเห็นถึงความยึดมั่นถือมั่นและอคติอ่ะนะครับ นี่ผมไม่ได้จะมาเอาชนะคะคานอะไรนะ แค่อยากร่วมคุย เพราะมันมีประเด็นถึงเรื่องศิลปะที่มีคนเข้าใจผิดหมิ่เหม่จนน่ากลัว

โดยประเด็นแล้ว ที่ผมกล่าวไปตั้งแต่ต้นๆคือ หนังที่เจ้าของบล็อกยกมา รวมถึงผกก.ที่กล่าวอ้างถึง มันไม่มีเรื่องไหนมีฉากย่ำแย่อย่างที่ว่าเกินเลไปสักนิด อันนี้ก็ไม่รู้เจ้าของบล็อกมองฉากดังเหล่านั้นด้วยมุมมองแบบไหน

ส่วนเรื่องการวิวัฒนาการ จะพูดไปก็คงยาว ผมเองก็ได้บอกไปแล้วว่าวิวัฒนาการนั้นรับและสืบทอดทั้งสิ่งที่ดีหรือเลว แต่เราจะเอาอะไรมาชี้วัดว่ามันดีหรือเลว ไม่ใช่แค่มุมมองของคนแค่ไม่กี่คนแน่ ไม่ใช่แค่คำสอนจากศาสนาซึ่งถือเป็นวิวัฒนาการแค่อย่างหนึ่งของมนุษย์แน่ ศาสนานั้นกำเนิดขึ้นาเมื่อไม่นานนี้ ขณะที่ศิลปะอยู่คู่โลกมาแต่เริ่ม มันคือธรรมชาตินะครับ
แล้วคำกล่าวที่ว่าศิลปะไม่ได้ดีไปซะหมด ผมก็งงๆอยู่ว่าคนกล่าวมองศิลปะเป็นเรื่องแบบไหน ผมคิดว่าสิ่งที่ทำให้ศิลปะตกต่ำก็น่าจะเป็นเจตนาของคนสร้างและคนเสพมากกว่า ในเมื่อตัวศิลปะมันเป็นแค่องค์หนึ่งซึ่งถูกนำเสนอในรูปแบบต่างๆเท่านั้น
ที่เลวร้ายคือเจตนาคนนะครับ ไม่ใช่ศิลปะ
หนังโป๊ หนังสือโป๊เป็นงานศิลป์มั้ย ในเมื่อเค้าทำขึ้นมาเพื่อโมหะจริต สร้างโดยไม่คำนึงถึงคุณค่าทางศิลปะ มัยก็ย่อมไม่ใช่งานศิลป์ ตัวคนทำหนังเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำงานศิลป์แต่แรก เพราะฉะนั้นมันย่อมไม่ใช่งานศิลป์ แต่เป็นสินค้า
หรือคุณมองกันว่ามันเป็นงานศิลป์ครับ คุณต้องแยกมันออกจากกันนะ ผมเห็นจุดนี้แล้วน่ากลัวจริงๆว่าหลายๆคนในนี้ไม่แยกแยะงานศิลป์กับสินค้าออกจากกัน เหมารวมไปซะหมด แย่นะครับ
ฉากบางฉากในภาพยนตร์ที่ถูกอ้างถึง และอีกหลายเรื่องที่ไม่ได้อ้างถึง ผกก.คนเขียนบท ตั้งใจใส่เข้ามาเพื่อนำเสนอเรื่องราว เค้าคั้งใจทำเพื่อควาสมบูรณ์ของชิ้นงาน อันนี้เป็นงานศิลป์ ซึ่งผมถือว่ามันดี และมันก็ไม่น่าเกลียด อันนี้ถ้าจะมานั่งอธิบายแต่ละฉากว่ามันไม่น่าเกลียดยังไง มันจำเป็นต่อการดำเนินเรื่องแค่ไหนก็คงจะยาว และสำหรับคนที่อคติต่อศิลปะโดยเห็นมันเป็นเครื่องดึงมนุษย์สู่ความลุ่มหลงไปซะหมด คงยากที่จะเข้าใจ
ถ้าจะยกตัวอย่างแรงๆแล้ว ศาสนาที่มีอยู่ในโลกสากลนี้ ก็ถือเป็นวัฒนธรรมที่ถูกรับสืบทอดมาเช่นกัน รู้ได้อย่างไรว่ามันดีจริง หลายศาสนาเป็ปัญหาแบ่งแยก ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมอยู่ร่ำไป บางศาสนาที่ใกล้ตัวเรายังก่อวัฒนธรรมอันงมงายเพราะการสืบทอดมาแบบผิดๆอีก มันไม่ยิ่งสร้างความเสียหายต่อโลกยิ่งกว่าศิลปะเหรอครับ ไอ้สิ่งที่มนุษย์ยึดถือกันเอาเองเนี่ย ทั้งที่กฎของศาสนาคือกฎแห่งธรรมชาติ และศิลปะก็คือตัวธรรมชาตินั่นเอง ที่จริงแล้ว ที่แย่ไม่ใช่ศาสนาหรือศิลปะหรอกครับ เจตนาของคนที่ใช้มันต่างหาก ที่แย่ อย่าไปโทษสิ่งใดสิ่งหนึ่งแบบเหมารวมเลยครับ
แต่เอาเถอะนะ เดี๋ยวก็ต้องมีเหตุผลอะไรอีกมหาศาล มาขัดแย้งกัน แต่ยังไงขอให้ลองถามใจก่อนจะมาถกกันนิดนึงนะครับ ว่าที่กำลังคุยกันต่อจะเป็นด้วยเหตุผลที่คุณมั่นใจเหลือเกิน หรือแค่เพราะทิฐิมานะที่ไม่อยากแพ้ เพราะยังไงศิลปะก็คือสิ่งจรรโลงใจ ไม่ใช่เรื่องที่จะมาเอาชนะคะคานอะไรกันครับ

อ้อ mind set ของผมคือ ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามธรรมชาติครับ อะไรที่ควรเกิดมันก็เกิด อะไรที่ไม่ได้เกิดก็แสดงว่าธรรมชาติได้เลือกให้มันดับ ไม่ไดี่ยวกับที่คุณว่ามาซักนิดเลยแฮะ

แล้วนี่ผมต้องอธิบายอีกมั้ยว่าศิลปะคือธรรมขาติหมายความว่ายังไง big smile

#23 By Re-Peat Again on 2008-06-15 16:28

ลืมนึกถึงสื่อ ประเภทบอกเล่าเรื่องราวแหะ - -a
ถ้าเป็นหนัง หรือ ละคร (หรือแม้แต่หนังสือการ์ตูน) ก็สามารถให้ความรู้ต่างๆจากในเรื่องได้

แต่ มันเป็นศิลปะ?
ครอบจักรวาลเกินไปมั้ย - -?
กับการจำลองเรื่องราวเหตุการณ์ ก็เป็นศิลปะ
video ต่างๆ ทั้งเรื่องสร้างขึ้น หรือ ถ่ายจากเหตุการณ์จริง ก็เป็นศิลปะหมด
โดยแค่ถ้ามองในมุมของอารมณ์ ถ้ามีอารมณ์เกี่ยวข้อง ก็จะเป็นศิลปะทันที

ตลอดเหตุการณ์ที่ไหลผ่านไปในหนัง 1 เรื่อง มีทั้งส่วนที่เน้นการสร้างอารมณ์ (เป็นส่วนของ ศิลป์) , ส่วนที่สักแต่ให้รู้การดำเนินเหตุการณ์ (ไม่เป็นทั้งศิลป์และศาสตร์) , ส่วนที่เป็นระบบความรู้หรือวิธีการรับมือแก้ปัญหา(เป็นส่วนของ ศาสตร์)

นั่นหมายความว่า หนังทั้งเรื่อง(และสื่อประเภทเสนอลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด) ไม่อาจจะบอกได้อย่างฟันธงว่า "หนังเรื่องนี้ทั้งเรื่องคืองานศิลป์" หรือไม่อาจบอกว่า "หนังเรื่องนี้ทั้งเรื่องคือการสอนศาสตร์"

เมื่อยืนอยู่อย่างโดดๆลำบาก ก็เข้าไปฝังตัวในสิ่งที่มั่นคง เป็นทางออก

สื่อประเภทนำเสนอลำดับเหตุการณ์ - จึงน่าจะเรียกว่าเป็นศิลปะประยุกต์
ไม่ใช่ศิลปะบริสุทธิ์ อย่างที่พูดถึงกันตอนแรก

ถ้าพูดถึงศิลปะบริสุทธิ์ มันก็ให้แต่อารมณ์อย่างเดียว
ไม่เกี่ยวกับเรื่องความรู้ ระบบความรู้ ซึ่งเป็นส่วนของความเป็น ศาสตร์
และศิลปะบริสุทธิ์ มันก็ไม่ทำให้เกิดปัญญา ได้อยู่ดี - -a (ถ้าไม่ใช่ว่า ศิลปินต้องมานั่งอธิบายความหมายต่างๆนาๆให้ฟัง , ซึ่งแปลว่าในตัวงานศิลป์เอง ไม่สามารถสื่อความหมายได้ชัดเจนด้วยตัวเอง จัดเป็นสื่อกำกวม)
;

(นึกถึงศาสนาพราหม กับนโยบายที่ศาสนาพราหม ได้ใช้รับมือการเกิดขึ้นของศาสนาพุทธ ตะหงิดๆ, สู้ไม่ได้ ก็ฝังตัวให้เหมือนเป็นพวกเดียวกันซะเลย)

#22 By Detonator on 2008-06-15 15:19

{
ผมคิดว่าdetonatorกำลังยึดติดกับหลักการหรือกฎเกณฑ์บางอย่างอยู่
}

mind set ของคุณคือ "การยึดติดกับหลักการหรือกฏเกณฑ์ ไม่ว่าอะไรก็ตาม เป็นสิ่งไม่ดี" หรือไม่?
แม้ว่า สิ่งที่ยึดติดนั้นเป็น axiom , คุณก็ถือว่า การยึดติด นั้นเป็นสิ่งไม่ดี, ใช่หรือไม่?

ถ้า เป็นเช่นนั้น (ซึ่งผมยังไม่สรุปว่าเป็นอย่างนั้น) งั้นก็ไม่มีอะไร ดีไปกว่า การทำตามอำเภอใจ ไม่ต้องสนหัวใคร
ไม่ต้องสนแม้แต่สิ่งที่ตน เคยพูดหรือทำในอดีต , ถ้าสิ่งนั้นมันขัดอารมณ์ปัจจุบัน

{
ประโยคที่อัฐยกมา ผมอ่านแล้วก็งงอยู่ว่านี่หรือคนที่ชื่นชมทางพุทธศาสนา
ศิลปะทุกแขนงล้วนแต่มีคุณค่า กระทั่งคำสอนที่พระพุทธเจ้ากล่าวไว้มากมาย ก็นับเป็นศิลปะในการจูงใจคนให้หลุดพ้นจากสังสารวัฏ
}
แก่นธรรมเป็นศิลปะเหรอ - -a
ดูเหมือนจะใช้คำว่าศิลปะ ครอบจักรวาล เป็นคำวิเศษกัน

ศิลปะการสอน กับ ศิลปะ ที่เรียนกันเพื่อนสร้างศิลปกรรม ต่างๆ
ความหมายเหมือนกันรึเปล่า?

[อ้างอิง พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒]
ศิลป, ศิลป์ ๑, ศิลปะ [สินละปะ, สิน, สินละปะ]
น. ฝีมือ, ฝีมือทางการช่าง, การทำให้วิจิตรพิศดาร, เช่น เขาทำดอกไม้ประดิดประดอยอย่างมีศิลปะ ผู้หญิงสมัยนี้มีศิลปะในการแต่งตัว รูปสลักวีนัสเป็นรูปศิลป์;
การแสดงออกซึ่งอารมณ์สะเทือนใจให้ประจักษ์ด้วยสื่อต่าง ๆ อย่างเสียง เส้น สี ผิว รูปทรง เป็นต้น
เช่น ศิลปะการดนตรี ศิลปะ การวาดภาพ ศิลปะการละคร วิจิตรศิลป์. (ส. ศิลฺป; ป. สิปฺป ว่ามีฝีมืออย่างยอดเยี่ยม).
[จบอ้างอิง]

การแสดงคำสอนของพระพุทธเจ้า ถือตามความหมายวรรคแรกได้คือ
"ฝีมือ, ฝีมือทางการช่าง, การทำให้วิจิตรพิศดาร"
มีเทคนิคการพูด (ซึ่งมันก็ควรใช้คำว่า technique, เว้นแต่คนศิลปะนิยม ก็จะเลี่ยงไม่ใช้คำที่ดูเป็นศาสตร์แบบนั้น)

และสอนได้อย่างวิจิตรพิศดาร
ทั้งนี้ วิจิตร , แสดงถึงความสำเร็จในกระบวนการสอน (สื่อสารเข้าใจกัน ระหว่างผู้รับสาน์สและผู้ส่งสาร) ไม่ได้หมายถึงว่าคำสอนนั้นให้ความรู้สึกตอบสนองต่อกิเลส เช่น รู้สึกไพเราะเสนาะหู

พิศดาร , คือเป็นที่แปลกประหลาด ไม่อาจนึกถึง ไม่เคยเจอมาก่อน , ซึ่งแน่นอนว่า ก็ในเมื่อยุคนั้นผุ้ตรัสรู้มีคนเดียว และเป็นความรู้ที่คนทั้งโลกยังไม่มีใครรู้ มันก็ต้องเป็นเรื่องพิศดารแน่ๆ (ให้เอาวิทยาศาสตร์ ไปแสดงในยุคนั้น ก็ถือเป็นพิศดารได้เหมือนกัน)
อีกทางนึงคือ การเปรียบเทียบให้เข้าใจความหมาย ซึ่งเปรียบเทียบกับสิ่งที่คุ้นเคยอยู่เดิม แต่สามารถให้เห็นสัจธรรมที่ คนปกติไม่อาจมองเห็นในสิ่งเหล่านั้นได้ จนเป็นผลความเข้าใจในสัจธรรมของธรรมชาติ
นี่ก็เรียกพิศดาร เพราะ ของที่เห็นทุกวัน "ปกติ"ใครก็ไม่เห็นสัจธรรมที่ซ่อนอยู่
พอใครซักคนทำให้เห็นสัจธรรมจากสิ่งเหล่านั้นได้จึง"ไม่ปกติ" เป็นพิศดารไป

;
ความหมายวรรคสอง ของศิลปะ
"การแสดงออกซึ่งอารมณ์สะเทือนใจให้ประจักษ์ด้วยสื่อต่าง ๆ อย่างเสียง เส้น สี ผิว รูปทรง"
เป็นเรื่องของ ศิลปกรรมศาสตร์
ซึ่งไม่เกี่ยวกับความหมายวรรคแรก และ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการแสดงคำสอน ของพระพุทธเจ้าเลย

แต่ถ้าศิลปิน ฟังธรรมแล้วเห็นสัจธรรม เกิดความสว่างในปัญญา โปร่งใส่ อวิชชาถูกลบจางลง , ทำให้รู้สึกโล่งสบายคลายจากอวิชชา ศิลปิน ก็อาจถ่ายถอดอารมณ์นั้นออกมา กลายเป็นศิลปกรรม
(ซึ่ง พระพุทธเจ้าสอน ไม่ได้ตั้งเจตนาในการสอนว่า สอนแล้วจะต้องให้คนไปทำงานศิลปกรรม, เจตนาคือสอนแล้วให้รู้แจ้ง ให้เกิดดวงตาเห็นธรรม , เจตนามีเท่านั้น , ผลพวงอื่นๆจากนั้นจะแตกต่างกันไปตามนิสัยสันดานผู้ฟัง ที่มี respond แตกต่างกันไปแน่นอน)

;
สุดท้าย อยากบอกว่าเป็นการสรุปที่ตื้น และผิดหลักตรรกะมาก
ที่สรุปเอาง่ายๆว่า
คนไม่ชื่นชมงานศิลปะ -> ไม่ชื่นชมศิลปกรรมตามพุทธศาสนสถาน -> ไม่ชื่นชมพุทธศาสนา

ทั้งๆที่แรกเริ่มเดิมที พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนศิลปกรรมศาสตร์ใดๆ แม้แต่น้อย
การที่ผมไม่ได้ติดใจงานศิลปะใดๆ ที่มนุษย์สาวกพุทธศาสนาสร้างขึ้นด้วยความศรัทธา ภายหลัง
ไม่ได้แปลว่า ผมไม่ชื่นชม ในตัวแก่นธรรม คำสอน ของพระพุทธเจ้า ที่มีอยู่ และเกิดขึ้นก่อน ที่ศิลปกรรมทางพุทธศาสนาจะเกิดขึ้น

ปล. อยากบอกว่า ถ้าผมไม่ตอบรีพลายคุณ คนอ่านโดยส่วนใหญ่สามารถคล้อยตามได้ง่าย คุณเป็นคนมีความสามารถและเทคนิคในการให้เหตุผล (ที่ไม่จำเป็นต้องถูกตรรกะ) ที่ทำให้คนปกติฟังแล้วคล้อยตาม
เทคนิคการพูดแบบนี้ เป็นทักษะของคนที่มักจะพบในผู้นำความคิด ในเชิงการเมือง
ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง หรือ แกนนำม๊อบ
(ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะพัฒนาประเทศไปในทางเจริญขึ้น แต่หมายถึง คนๆนั้น เล่นเกมการเมืองเก่ง)

ปล2. ยืนยันเหมือนเดิมว่า ศิลปกรรมศาสตร์ ไม่สามารถทำให้เกิดปัญญาในทางธรรม โดยตัวมันเอง, ให้ได้แต่แรงขับทางจิต เท่านั้น
(วัดโบสถ์ที่สวยงาม อาจทำให้คนเข้าวัดเยอะๆได้ แต่ไม่ได้ทำให้ความรู้ในแก่นธรรมของคนเหล่านั้นเพิ่มขึ้น และไม่อาจดึงดูดให้คนอ่านตำราอภิธรรม (ซึ่งมีความเป็นศาสตร์) หรือดึงดูดให้ปฏิบัติธรรมได้ตลอดรอดฝั่งจนจบ (เพราะขณะปฏิบัติ มันเป็นการละการเสพอารมณ์อยู่แล้ว) )

#21 By Detonator on 2008-06-15 12:14

คิดว่าเราต้องแยกแยะออกเป็นกรณีๆ โดยเลี่ยงการสรุปในลักษณะของการ "เหมารวม" นะ ... เพราะศิลปะเองก็มีหลายประเภท หลายแขนง หรือต่อให้เป็นแขนงเดียวกัน เช่น ดนตรี ภาพยนตร์ หรือนวนิยาย ก็สามารถเร้าได้ทั้งกุศลและอกุศล บางเรื่องก็เป็นแรงบันดาลใจชั้นดีของมนุษย์ หรืออย่างน้อย ผลพวงขั้นต่ำสุดของมันก็คือ การช่วยผ่อนคลายความเครียดในทางโลก

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้สร้างผลงาน (เหมือนกับอีกหลายสาขาอาชีพ)

ดังนั้น ในระหว่างสร้างสรรค์ผลงานศิลปะเอง ก็จะมีช่วงของเจตนาที่เป็นความดีงามด้วยเหมือนกัน เช่น การทำงานสุจริต (สัมมาอาชีวะ) หรือเจตนาที่หวังให้เกิดประโยชน์สุขต่อผู้เสพงานของตน เป็นต้น

big smile

#20 By Gow27 on 2008-06-15 11:19

อีกนิด

ถ้าเรารู้ว่าวัฒนธรรม ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ มันไม่ดี
แต่ยังคิดจะปล่อยให้มันเป็นไปตามกระแสของมัน โดยที่ไม่สนใจอะไรเลย

ก็เท่ากับว่า ปล่อยให้ลูกหลาน หรือคนรุ่นหลังๆ ได้อาศัยอยู่ภายในโลกที่มีวัฒนธรรมแย่ๆ น่ะสิ

ผมคนนึงล่ะ ที่รับไม่ได้
แม้จะทำอะไรไม่ได้มาก แต่อย่างน้อยๆ สักนิดก็ยังดี

------------

รู้สึกจะดุเดือดขึ้นแฮะ sad smile

#19 By Trigger on 2008-06-15 09:53

การที่มนุษย์อยู่เหนือเหล่าสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย เพราะมนุษย์มีการเรียนรู้

และหนึ่งในนั้น คือการเรียนรู้จากสิ่งที่ผิด เพื่อจะได้ไม่ทำซ้ำ

ถ้าเรารู้ว่า การที่วัฒนธรรมของสังคมที่กำลังเป็นไป กำลังจะเลวร้ายลง โดยที่เราก็รู้ว่าเพราะเหตุใด แต่ไม่คิดจะแก้ไข ผมก็คิดว่ามนุษย์เราจะมีสมองไปทำไม

รู้ว่าผิด ก็จะไม่ทำซ้ำ นี่แหล่ะคือสัตว์ประเสริฐ

ส่วนที่ว่า ศิลปะทุกแขนง มีค่านั้น
ผมไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง

ศิลปะ คือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา และตามความคิดของผู้สร้าง

ศิลปะในการชักจูงผู้คน คือศิลปะในเชิงสร้างสรรค์

ส่วนศิลปะที่ชักจูงผู้คนในปัจจุบัน เช่น เพลง หนัง ผมว่ามันเป็นศิลปะที่มอมเมาผู้คน

เห็นไหม ว่าศิลปะนั้น
ทั้งยกระดับสังคม และกดระดับสังคมมนุษย์ ให้ต่ำลงไปได้!!!

ถ้าบอกว่า วัฒนธรรม เป็นสิ่งที่สืบทอดกันมา

งั้นทำไม ขนมธรรมเนียม ประเพณีที่ดีงาม ที่สืบทอดกันมา ไม่คิดที่จะรักษา แต่กลับยอมรับ และสนับสนุน วัฒนธรรมที่ทำให้สังคมเราตกต่ำลง

ผมเป็นคนยึดติดกับอะไรในหลายๆอย่าง หนึ่งในนั้นคือศีลธรรม อันเป็นสิ่งที่ดีงาม

ถ้าศิลปะ คือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา
ศีลธรรม คือสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง และจะยังคงเป็นเช่นนั้นต่อไปเรื่อยๆ โดยที่ได้รับการยอมรับมาแล้ว

ก็ไม่น่าแปลก ถ้าจะบอกว่า ศีลธรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในคำสอนของพุทธฯ นั้น จะเป็นกฎธรรมชาติก็ไม่แปลก

ยิ่งเป็นศิลปะที่ถูกสร้างขึ้นตามกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงไปมากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นตัวทำลายศีลธรรมอันดีงามในสังคมเท่านั้น

ถ้าให้เปรียบเทียบจนเห็นภาพ ก็เหมือนปัจจุบัน ที่มีการบุกรุกทำลายธรรมชาติกันนั่นแหล่ะ...

ผมคงรับไม่ได้ ถ้าสักวันนึง วัฒนธรรมที่ดีงามของไทย ในหลายๆเรื่อง ถูกมองข้าม และไปรับวัฒนธรรมตะวันตกที่แย่ๆเข้ามา ในหลายๆเรื่อง

บางคนมองโลกในมุมมองของศิลปิน ก็จะมีความคิดที่เป็นศิลปะ ยิ่งเป็นศิลปินในยุคปัจจุบัน ก็จะได้แนวคิดจากศิลปะในช่วงเวลาที่เขาได้ซึมซับ และเรียนรู้เข้าไป

แต่ผมขอเลือกที่จะมองโลก ด้วยศีลธรรมดีกว่า
อย่างน้อยๆ ก็สามารถชี้ให้ผมเห็นได้ว่า อะไรถูก อะไรผิด ได้อย่างชัดเจน

ปล.เนื้อความเหมือนจะหาเรื่อง แต่จริงๆก็แค่แจงนะนาย sad smile

#18 By Trigger on 2008-06-15 09:51

แล้วก็นะครับ บ่อยไปที่มนุษย์ปล่อยให้วิวัฒนาการที่ผิดพลาดเก็บสะสมวัฒนธรรมแย่ๆให้ตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน
ซึ่งก็ไม่รู้ว่าวัดด้วยไม้บรรทัดของใคร ถึงจะเรียกสิ่งเหล่านั้นว่าวัฒนธรรมแย่ๆได้
แต่ก็เพราะอย่างนั้น เราจึงเป็นอย่างนี้ไม่ใช่เหรอครับ
เพราะเราเป็นมนุษย์ที่มีภูมิปัญญา เบื้องหน้าเราคือการวิวัฒนาการไม่ใช่เหรอครับ ไม่ว่าจะดีขึ้นหรือเลวลง มันก็ต้องเป็นไปตามธรรมชาติแหละครับ

#17 By Re-Peat Again on 2008-06-15 04:59

ผมคิดว่าdetonatorกำลังยึดติดกับหลักการหรือกฎเกณฑ์บางอย่างอยู่

ประโยคที่อัฐยกมา ผมอ่านแล้วก็งงอยู่ว่านี่หรือคนที่ชื่นชมทางพุทธศาสนา
ศิลปะทุกแขนงล้วนแต่มีคุณค่า กระทั่งคำสอนที่พระพุทธเจ้ากล่าวไว้มากมาย ก็นับเป็นศิลปะในการจูงใจคนให้หลุดพ้นจากสังสารวัฏ
หรือที่กล่าวว่า หากมนุษย์กินคนเป็นเรื่องแพร่หลาย เราจะมองมันเป็นเรื่องปกติหรือไม่
ทำไมจะมองไม่ได้ล่ะครับ ในเมื่อทุกวันนี้เราก็รับทานสัตว์อื่นเป็นเรื่องปกติ เราทำบุญตักบาตรเป็นเรื่องปกติ เราใช้ไฟกันเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่แต่ก่อนหน้านี้ เมื่อมนุษย์ยังคงงมคลานค่อยๆพัฒนาขึ้นมา สิ่งเหล่านี้จึงเพิ่งทยอยเกิดขึ้นมาทั้งนั้นไม่ได้มีมาแต่เริ่ม นั่นก็เพราะเราเติบโตมาในสังคมที่เค้าทำเรื่องแบบนี้กันมาแต่ก่อนแล้ว มันถึงเป็นเรื่องปกติ คุณและผมเองก็อยู่ในโลกที่ทุกสิ่งถูกปฏิบัติมาก่อนแล้วจนเป็นปกตินั่นแหละครับ แต่แรกเริ่มเลย เราไม่มีสิ่งไหนที่เริ่มปฏิบัติมาเป็นปกติหรอกครับ จนเมื่อมันได้รับการยอมรับกันอย่างแพร่หลายนั่นแหละ จึงกลายเป็นวัฒนธรรมไป เพียงแต่ว่ามนุษย์เรามีวิวัฒนาการ สิ่งใดที่เป็นวิวัฒนาการที่แข็งแรงมันก็จะคงอยู่ไปได้ ขึ้นอยู่กับมนุษย์และสภาพสังคมสมัยนั้นจะอำนวย
อย่ายึดติดกับสิ่งที่คุณคิดหรือมันมีมาก่อนครับ เพราะแต่เดิมที มันไม่เคยมีอะไร และแม้แต่ตอนนี้ หรืออนาคต มันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้เลย

ขอย้ำนะครับว่าศิลปะนั้นยกระดับสังคมได้จริงๆbig smile

#16 By Re-Peat Again on 2008-06-15 04:50

จริงๆ มานึกถึงการที่ตัวเองแต่งนิยาย (fic) แล้วก็มีฉากที่หมิ่นเหม่ ติดเรทอยู่เหมือนกัน

แต่ตอนเขียนนี่มันอยากเขียนจริงๆ เพื่อให้เรื่องมันดำเนินไปได้ (+ เขียนสนองความอยากของตัวเองส่วนหนึ่ง 555+)

#15 By Gow27 on 2008-06-15 01:12

ผมถึงไม่เคยเห็นว่า ศิลปกรรมศาสตร์ เป็นของที่จำเป็นต่อการพัฒนาสังคมได้ซักที มีแต่ทำให้คนเสพก็เกิดโมหะ ความลุ่มหลงต่อการเสพงานศิลป ซึ่งไม่ช่วยให้เกิดปัญญาทางธรรมได้แม้แต่น้อย

-----------

มาบอกแค่ว่า ผมไม่เห็นด้วยกับประโยคนี้ว่ะ ไม่เห็นด้วยมากๆเลย แต่มันคงจะยาว ถ้าต้องพิมพ์ แถมเป็นเรื่องที่อาจจะไม่สามารถเข้าใจได้ทุกคนด้วย เอาไว้ก่อนะลกัน หรือถ้ามันจะต่อไปยาว เดี๋ยวค่อยมาตอบใหม่ ฮ่าๆๆ

#14 By soundsyndrome on 2008-06-15 00:54

คุยกันเรื่อยๆ ทั่วไป กลายเป็น blog ซะงั้น sad smile

mind set ผิดๆอย่างนึงของคนทั่วไปคือ "สิ่งที่รู้สึกเห็นบ่อยจนชินตา คือ สิ่งปกติ และสิ่งปกติ ย่อมไม่ผิด"
>>> ขอยกนิ้วให้ประโยคนี้นะ Detonator double wink

นอกจากนั้น ขอแสดงความเห็นว่ากรณีคงขึ้นอยู่กับจุดยืนของผู้มอง คือถ้ามองภาพยนตร์คือ "ศิลปะ" ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นย่อมไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพราะศิลปะคือผลพวงของ "ตัณหา" ที่เป็นแรงขับดันของมนุษย์ให้สร้างสรรค์ผลงานใดๆ ออกมา โดยยึดถือ "ตัวเอง" เป็นศูนย์กลางอยู่แล้ว จึงไม่ต้องให้คุณค่าอื่นใด นอกจากจะสามารถสะท้อนอารมณ์ได้ลุ่มลึกแค่ไหน หรือสื่อให้ผู้เสพงานศิลปะนั้นๆ เข้าถึงผลงานของตนได้แค่ไหนเท่านั้น

ซึ่งต่างจากการมองด้วยจุดยืนของศีลธรรม วิทยาศาสตร์ หรือธรรมะ ที่ต้องการสะท้อน "ข้อเท็จจริง" อย่างรอบด้านเป็นหลักสำคัญ กล่าวคือเอาทุกปัจจัยมาพิจารณาว่า การสร้างเหตุแบบใด ย่อมนำไปสู่ผลลัพธ์แบบใดในท้ายที่สุด โดยคำนึงถึง
- ปัจจัยต่อตนเอง
- ปัจจัยต่อคนรอบข้าง
- รวมถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในสเกลใหญ่ๆ อย่างสถาบันครอบครัวหรือสังคม (ทั้งทางตรงและทางอ้อม)แบบองค์รวม
- และรวมไปถึงสภาพของจิตหรือทัศนคติว่าจะน้อมนำไปสู่ความประพฤติที่เป็นกุศลหรืออกุศลทางกาย วาจา และใจด้วย (เช่นถ้าซึมซับหนังที่มีคำหยาบเยอะๆ ด่ากันทั้งเรื่อง ก็มีแนวโน้มที่จะปลูกฝังให้จิตใจซึมซับคำหยาบคายและมีแนวโน้มที่ผู้เห็นเป็นเรื่องปกติจะใช้คำหยาบเพิ่มขึ้น เป็นต้น)

ดังนั้น เมื่อนำสองจุดยืนมาชนกัน จึงเกิดความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดา ... และผมจะยิ่งไม่แปลกใจว่า ถ้าเอากระทู้ลักษณะนี้ไปเปิดใน pantip.com กลุ่มเฉลิมไทย จะต้องถูกสับเละแน่ๆ question

อยากเขียนยาวกว่านี้แต่ขี้เกียจเขียนละ sad smile

เอาเป็นว่า ผมก็คิดว่าเราคงไม่ต้องถึงกับตัดฉากโป๊เปลือยหรือเรื่องทางเพศออกไปจากภาพยนตร์ (ไทย) หรอกครับ เพราะหากใส่สิ่งเหล่านี้ลงไปอย่างถูกจังหวะและเหมาะสม เนื้อหาที่จะสื่อก็กลายเป็นสิ่งที่มีสาระในตัวของมันเองได้เช่นกัน (เช่นเรื่อง Rambo 4 หรือ ช็อกโกแลตอย่างที่ Detoฯ บอก) และความบันเทิงในแง่ของอารมณ์ก็จะไม่ได้สูญเสียอรรถรสของมันไป ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นก็จะต้องพึ่งพากระบวนการจัดเรทต่อกลุ่มผู้ชม รวมถึงสามัญสำนึกของบรรดานายทุนทั้งหลายด้วยว่า ปัญหาสังคมในปัจจุบันกำลังอ่อนไหวกับประเด็นใด ... แล้วพยายามรับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้นกันคนละไม้คนละมือ ไม่ใช่ปล่อยปละละเลยให้เป็นภาระของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แล้วตัวเองก็สักแต่ว่าสร้างงานสนองตัณหาให้คนอื่นเขาต้องแก้ไขกันเองเพิ่มขึ้น

เป็นต้นว่า ชอบสร้างหน้าหนังที่เน้นขายกลุ่มวัยรุ่น แต่เนื้อหาภายในกลับสอดแทรกพฤติกรรมเสื่อมๆ ให้กลายเป็น norm หรือว่ากลายเป็นเรื่องธรรมดาของสังคมที่ใครๆ ก็ทำกัน จนเกิดเป็นวัฒนธรรมแห่งความเคยชิน ---> แล้วก็ทำให้ norm กลายเป็นกระแสหลัก ---> และบิดเบือนว่ากระแสหลัก คือ "เรื่องปกติ" จนกระทั่งสุดท้ายก็สรุปว่า --สิ่งที่ทำเป็นปกติ ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ไม่ใช่ความชั่ว ไม่ใช่ความผิด(ทั้งที่ ผลกระทบยังมีอยู่เท่าเดิม)

อันนี้ก็คงไม่รู้จะว่ายังไงแล้วล่ะนะ

#13 By Gow27 on 2008-06-14 23:25

ผมเองแทบไม่ได้ดูหนัง ที่พูดถึงในบทความนี้ เคยดู 2 เรื่องคือ ช๊อคโกแลต กับ Season Change

ช๊อคโกแลต โดยตัวบทหนัง ฉากนัวเนีย ผมเห็นว่ามันสมเหตุสมผล
(เพราะแสดงถึงการมีชู้ การผลิตเซ็น และเป็นปมสาเหตุของเรื่องต่อไป)
และหนังสะท้อนถึงชีวิตที่อยู่ไม่สุข กรรมตามสนองของตัวละครได้ดีมากๆ

ส่วนเรื่องไหนที่ใส่มาแบบไม่มีสาเหตุ ก็ต้องตำหนิกันไป (ซึ่งก็พอๆกับ anime ห่วยๆยุคหลัง ที่วกเข้าเป็น H-anime ได้แบบไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่ แต่เน้นขายแฟนเซอร์วิส)

ตัวอย่างหนังอื่นๆในบทความนี้ คงวิจารณ์ไม่ได้ ไม่เคยดู ^^!

เรื่อง สื่อสะท้อนสังคม กลายเป็น สังคมสะท้อนสื่อเองนี้ , มันเป็นปัจจัยของกันและกันเองในตัว
และถ้าสื่อแสดงภาพของวัฒนธรรม free sex ในประเทศไทย โดยไม่เสนอแง่ของผลเสียที่จะเกิดขึ้นภายหลังเลย มีแต่ภาพสวยหรู มันก็เป็นการชักนำพฤติกรรมของผู้ดูได้ ตามหลักจิตวิทยาของ เบนดูลา
ทั้งนี้ ผู้ดูแต่ละกลุ่ม จะให้ผลต่างกันไป ที่น่าห่วงกลุ่มอายุน้อย (แม้แต่ผู้ใหญ่หลายคนก็ยังน่าห่วง ถ้าไม่ได้เข้าใจผลที่จะเกิดจากการกระทำอย่างถ่องแท้ รวมถึงสาเหตุในแง่สถาปัตยกรรมระบบสังคม ว่าทำไมสิ่งไหนควรทำ สิ่งไหนไม่ควรทำ)

ถ้าสื่อ 10 เรื่อง เสนอให้เห็นเป็นเรื่องปกติและไม่มีผลร้ายตามมาซัก 9 เรื่อง , ผู้รับสารจากสื่อนี้ การตีความที่เกิดขึ้นจะมองเห็นกลายเป็นเรื่องปกติ
จึงไม่รู้สึกว่าทำอย่างนั้นจะผิดอะไร

อันที่จริงคนที่ชอบ free sex ตอนนี้ แทบจะกลายเป็นคนกลุ่มใหญ่ทางสังคม เด็ก-วัยรุ่น-วัยทำงาน
(แต่ถ้ารวมทุกกลุ่มอายุ ก็คิดว่ายังไม่ถึง 50% ของประชากรไทย, แต่ในพื้นที่ซึ่งเป็นถิ่นของกลุ่มสังคม เด็ก-วัยรุ่น-วัยเริ่มทำงาน ก็ถือว่าเป็นคนกลุ่มใหญ่ไปแล้วเรียบร้อย )

ต้องถือว่าสถาปัตยกรรมระบบสังคมได้พังลงไปแล้ว ดังนั้นในยุคสมัยนี้ ความขัดแย้งต่างๆในความคิด ค่านิยม ของคนในสังคมย่อมรุนแรงกว่า ในยุคสมัยที่ สถาปัตยกรรมระบบสังคม แข็งแรง และทำงานอย่างปกติ

mind set ผิดๆอย่างนึงของคนทั่วไปคือ "สิ่งที่รู้สึกเห็นบ่อยจนชินตา คือ สิ่งปกติ และสิ่งปกติ ย่อมไม่ผิด"
เพราะถ้าอย่างนั้น คนป่าปาปัวนิวกินีในยุคก่อนพัฒนา ซึ่งมีวัฒนธรรมจับคนต่างเผ่าไปกินเป็นอาหาร ในกรอบสังคมของคนป่าเผ่านั้น การฆ่าคนต่างเผ่ามากิน ถือเป็นเรื่องปกติและเมื่อปกติ ย่อมไม่ผิด (แล้วยอมรับได้มั้ย ว่าทำแบบนั้น ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องผิด ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย?)

หรือในคนป่าบางเผ่าในแอฟริกา ถือว่า เด็กหนุ่มจะยังไม่ถือเป็นผู้ชายเต็มตัว ถ้ายังไม่เคยฆ่าคน
และถ้ายังไม่เป็นผู้ชายเต็มตัว จะมีเมียไม่ได้(แน่นอน ดังนั้น จึงต้องฆ่ากัน)
ถามว่านี่เป็นเรื่องแสนปกติของเขา แล้วยอมรับได้มั้ยว่ามันไม่ใช่เรื่องผิด ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย?

ปล. อารมณ์ทุกอารมณ์ ล้วนมีสภาพเป็นแรงขับ , ทิศทางและกำลังก็จะแตกต่างกันไปตามสาเหตุปัจจัยของอารมณ์นั้นๆ
แต่ที่พึงระลึกเสมอคือ ระดับของอารมณ์ แปรผกผัน กับ ระดับการใช้เหตุผล
ดังนั้น ยิ่งอารมณ์มากเท่าไหร่ การที่จะขาดสติไตร่ตรอง ทำอะไรด้วยความประมาท หรือคิดเฉพาะผลสั้น(คิดสั้น) จะยิ่งมีมากขึ้น
และคนที่จะทำอะไรได้ต้องหวังให้มีอารมณ์ตลอดนั้น ชีวิตนี้คงทำงานที่ต้องใช้เวลานานให้สำเร็จไม่ได้ เพราะอารมณ์ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงรวดเร็วตามเวลา-สถานที่, พาลจะเป็นคนทำอะไรจับจดไป

ปล2. การอ้างศิลปกรรมศาสตร์ ในการแสดงภาพนู้ดโป๊เปลือย
มันก็แค่คำแก้ตัวของศิลปิน ที่ไม่รู้ว่าทำไม มนุษย์ถึงเห็นเรือนร่างโป๊เปลือยแล้วเกิดอารมณ์กระทบค่อนข้างแรง ทำไมถึงรู้สึกว่ามันสวย หรือทำให้ใจพองโตหึกเหิมได้
(โดยตัวเป้าหมายหลักของศิลปใดๆเอง ก็ค่อนข้างจะคนละขั้วกับทางธรรมะอยู่แล้ว , คือ ศิลปะมุ่งเน้นการขับอารมณ์ออกมาเป็นสำคัญ ยิ่ง emotion มาก แปลว่าเป็นงานศิลปที่สำเร็จมาก)
ผมถึงไม่เคยเห็นว่า ศิลปกรรมศาสตร์ เป็นของที่จำเป็นต่อการพัฒนาสังคมได้ซักที มีแต่ทำให้คนเสพก็เกิดโมหะ ความลุ่มหลงต่อการเสพงานศิลป ซึ่งไม่ช่วยให้เกิดปัญญาทางธรรมได้แม้แต่น้อย

#12 By Detonator on 2008-06-14 22:41

ไม่ได้เป็นแฟนหนังไทยนะ
แต่จะบอกว่า หนังไทยสมัยเก่าๆ
ยิ่งกว่าสมัยนี้อีก

อื้ม เราไม่รู้สิ เราเฉยๆ นะ เมืองนอกเขาก็มี
บางทีการมีฉากนิดๆ โหน่ยๆ มันก็ทำให้เรา
เข้าใจอารมณ์เบื้องลึกของตัวละครอะไรแบบนี้
มันไม่ใช่ประเด็นว่า ต้องมีฉากนัวๆ ถึงจะทำให้
หนังออกมาดังหรอก

คนในหนังก็คือ ชีวิตคนจริงๆ ที่สะท้อนอะไรหลาย
อย่าง เราคงปฎิเสธไม่ได้หรอกว่า มนุษย์ยังคง
มีความต้องการทางเพศ อะไรแบบนี้
ดูหนังดูที่บท และสิ่งที่บทจะสื่อออกมา
น่าจะสุขีมากกว่า เราคิดแบบนั้นอ่ะคะ

ต่อไปจัดเรทหนังว่าเด็กดูได้ยังไงก็ดีอ่ะ
เป็นห่วงหนูๆ น้องๆ เปรี้ยวเกินวัยเหมือนกัน

ก็คงโอเคอ่ะ

#11 By Öam on 2008-06-14 18:52

เออ อรหันต์ซัมเมอร์นี่ กูก็รู้ว่ามันแล้วแต่รสนิยมคนชอบนะ
แต่กูว่ามันไม่ดีขนาดที่จะเอามาพูดถึงได้ว่ะ บทหนังเหลวเป็นโจ๊กเลย

#10 By Re-Peat Again on 2008-06-14 02:11

จริงๆเปิดประเด็นได้ดีนะนาย

แต่เคสที่ยกมาอ่อนไปว่ะ
ที่หนักจริงๆน่าจะเป็นละครมากกว่า หนังนี่มันเป็นไปตามelementของมัน ก็มีบ้างบางเรื่อง ซึ่งแค่บางเรื่องจริงๆที่จงใจใส่ฉากแบบนั้นมาอย่างน่าเกลียด
แต่หนังที่พูดถึงในentryนี้ ทุกเรื่องที่ออกชื่อมา ไม่มีเรื่องไหนใส่ฉากแบบนั้นเข้ามาอย่างน่าเกลียดซักเรื่อง รวมทั้งหนังผีที่ว่านัวเนียกันอะไรนั่นน่ะ มันมีน้อยมากเลยนะ ที่มันแย่จริงๆ
คือถ้าจะให้มานั่งบอกละเอียดๆไปเลยว่ามันไม่น่าเกลียดยังไง คงต้องอธิบายกันยาว ทั้งที่จริงๆไม่จำเป็นต้องอธิบายเลย แค่ดูมันก็สัมผัสได้ถึงความเป็นไปที่ฉากนี้จำต้องเกิดขึ้นแล้ว

ลองยกตัวอย่างเรื่องอื่นเถอะพ่อคุณ

อ้อ แล้วก็ผู้กำกับท่านที่กล่าวถึงนี่ หนังเรื่องไหน ฉากไหนวะ ที่ถูกใส่มาเกินเลย

#9 By Re-Peat Again on 2008-06-14 02:09

ไม่ได้ต้องการจะออกมาสับอะไรมึงนะ แต่ที่ต้องออกมาพูด เพราะอยากจะบอกว่า ทัศนคติที่เขียนออกมาใน entry นี้ เป็นอันตรายต่องานศิลปะบริสุทธิ์ทั้งหลายมาก

เรื่องเพศก็เป็นประเด็นที่มีคนอยากจะพูดถึงเหมือนเรื่องอื่นๆทั่วๆไปอีกมากมาย ถ้าจะพูดตามหลักจิตวิทยาแล้ว แรงขับดันทางเพศ ถือเป็นแรงขับใหญ่ ที่จะทำให้คนเราทำอะไรซักอย่างลงไปมากๆ ดังนั้น ถ้าหนังจะมึฉากแบบนั้นอยู่ในตัวหนัง ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร เพราะมันถือเป็น แรงขับ ขั้นสูง ที่จะทำให้ตัวละครตัดสินใจทำอะไรลงไปซักอย่างนึง

ปล. กูว่า อรหันต์ซัมเมอร์ เป็นหนังห่วยๆเรื่องนึง ... มันไม่จำเป็นหรอกนะ ว่าหนังที่พูดถึงเรื่องธรรมะจะเป้นหนังดีไปซะหมด ในเมื่อองค์ประกอบของหนังมันห่วยแตก

#8 By soundsyndrome on 2008-06-14 02:09

เขาก็ทำหนังแบบที่คิดว่าน่าจะขายได้มากที่สุดเท่านั้นไง


ไม่ได้คิดในแง่อื่นเลย

#7 By ดุกดุ๋ย on 2008-06-13 22:36

แล้วไง แค่ขายออกก็พอไม่ใช่เหรอ?
พอใจก็ดู ไม่พอใจก็ไม่ต้องดูแค่นั้นแหละ

#6 By 早乙女有人 on 2008-06-13 22:12

เอ่อ เด็กๆ แบบว่า sad smile sad smile

แต่ว่า บางเรื่อง ฉากที่ว่านั้นมันก็จำเป็นต่อการดำเนินเรื่องนะคะ

#5 By 「nA✿mae」 on 2008-06-13 21:13

ขอออกมาคอนเฟิร์ม ว่าหนังอย่างช๊อคโกแบต หรือ รักแห่งสยาม 'จำเป็น' ต้องมีฉากแบบนั้นว่ะ

ถ้าจะคุยเรื่องนี้ ก็คงจะยาว แต่จะว่าไป ก็มีหนักอีกจำนวนนึง ที่นำเสนอฉากแบบนี้ออกมาได้อย่างไร้ศิลปะและรสนิยม อันนั้นก็จริง ก็ต้องมาดูว่า พวกฉากที่ว่านี้ มันจำเป็นต่อตัวหนังและบทขนาดไหน ?

ปล. พวกหนังฮอลลีวู้ดหลายๆเรื่อง นำเสนอออกมาได้แย่กว่านี้เยอะนะ กูว่า ทั้งไร้รสนิยม และไม่จำเป้นต่อเรื่องเลย

#4 By soundsyndrome on 2008-06-13 17:12

ถะ..ถะ...ถะ ถูกต้องนะค้าบบบบบบบ

ขนาดเด็กยังพูดแบบนี้ออกมา

สังคมไทยมันชักจะยังไงๆอยู่นา =[]='''

#3 By aizen_Princess Of Oracle Squard on 2008-06-13 16:58

เคยดูผู้จัด/ผู้กำกับออกมาให้สัมภาษณ์เวลาที่ละครของตัวเองตกเป็นข่าว คนเหล่านี้มักบอกว่า
"จะเอาอะไร มันก็แค่ละคร"

นั่นสิเนาะ เป็นเรา เราก็ไม่เอาอะไรหรอก
แต่เด็ก ๆ ที่ดูอยู่ล่ะ?

เราทำงานอยู่กับเด็ก ๆ
เห็นมาก็พอสมควรเหมือนกันที่ทำตัวเลียนแบบตัวร้ายในละคร อยู่ดี ๆ ก็เดินไปท้าคนอื่นตบหน้าตาเฉย -*-

อย่างว่าล่ะความรับผิดชอบทางสังคม
กับ
ผลประโยชน์
มันไม่ได้อยู่ด้านเดียวกัน

#2 By Ai`♪ on 2008-06-13 13:38

เดี๋ยวก่อน คนที่นายอ้างอิงขึ้นมานั่น ท่าน cine<beep> ณ pantip รึเปล่า

ปล. ใครสงสัยว่า cine อะไรนี่เป็นใคร เชิญ ems มาถามผม

#1 By ob the air on 2008-06-13 11:35